เพื่อนๆหลายคนที่เป็นคอนเท้นครีเอเตอร์ อาจจะเคยเจอปัญหาเรื่องเสียงจี่กัน ไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ ซึ่ง เสียงจี่ในไมโครโฟน นอกจากจะทำให้เกิดความรำคาญกันแล้ว ยังทำให้คุณภาพเสียงที่ได้ต่ำลงมาก และผลที่จะตามมานั่นก็คือ ผู้ชมหายหนีหายนั่นเอง ใครจะไปทนได้กับเสียงจี่ได้ลง ซึ่งแน่นอนว่าหัวข้อวันนี้ที่ผมตั้ง มันอาจจะเป็นเรื่องที่ทุกคนอาจจะแปลกใจ ว่ามันเกี่ยวกันด้วยเหรอ ผมต้องบอกเลยครับ ว่ามันเกี่ยวข้องโดยตรง และเป็นปัจจัยหลักเลยที่ทำให้เกิดเสียงจี่ นั่นก็คือ การติดตั้งสายดินนั่นเองครับ เราไปดูกันดีกว่าว่า การไม่ติดตั้งสายดินนั้น ส่งผลยังไงกับไมโครโฟนบ้าง?
การไม่ติดตั้งสายดิน ส่งผลอย่างไรต่อ เสียงจี่ในไมโครโฟน
การไม่ติดตั้งสายดินให้กับระบบเสียงหรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับไมโครโฟน เปรียบเสมือนการตัดช่องทางระบายของเสียทางไฟฟ้าทิ้งไป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อทั้งคุณภาพเสียงและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน โดยสิ่งแรกที่จะสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดคือ ปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวน (Noise) ในรูปแบบของเสียงฮัม (Hum) หรือเสียงจี่ (Buzz) ที่เกิดจากกระแสไฟฟ้ารั่วไหลวนเวียนอยู่ในระบบและไม่สามารถระบายลงดินได้ สัญญาณรบกวนเหล่านี้จะแทรกเข้ามาในระบบเสียงผ่านทางกราวด์ของสายสัญญาณ ยิ่งเมื่อมีการขยายเสียง (Gain) ให้ดังขึ้น เสียงรบกวนเหล่านี้ก็จะถูกขยายตามไปด้วยจนกลบเนื้อเสียงที่แท้จริง ทำให้การบันทึกเสียงหรือการแสดงสดขาดความคมชัดและน่ารำคาญ

ระบบป้องกันสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI/RFI) ทำงานผิดพลาด
นอกจากเรื่องเสียงฮัมแล้ว การขาดสายดินยังทำให้ ระบบป้องกันสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI/RFI) ทำงานผิดพลาด ปกติแล้วสายไมโครโฟนจะมีฉนวนถัก (Shield) หุ้มเพื่อทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันคลื่นวิทยุหรือคลื่นแม่เหล็กจากอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ไม่ให้แทรกเข้ามา แต่เกราะป้องกันนี้จำเป็นต้องมี “ท่อระบาย” คือสายดิน เพื่อนำสัญญาณรบกวนที่ดักจับได้ทิ้งไป หากไม่มีสายดิน สายสัญญาณที่ควรจะเป็นเกราะป้องกันจะกลายสภาพเป็น “เสาอากาศ” รับสัญญาณรบกวนเข้ามาแทน ทำให้เกิดเสียงแทรกจากคลื่นวิทยุหรือสัญญาณแปลกปลอมอื่นๆ เข้ามาในไมโครโฟนได้ง่ายขึ้น

อันตรายต่อผู้ใช้งานยังไง?
ประเด็นที่สำคัญและอันตรายที่สุดคือ ความปลอดภัยของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะนักร้องหรือผู้พูดที่ต้องสัมผัสกับไมโครโฟนโดยตรง หากอุปกรณ์มีการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย (Leakage Current) และไม่มีสายดินดึงกระแสไฟนั้นออกไป กระแสไฟจะวิ่งผ่านตัวถังที่เป็นโลหะของไมโครโฟน และเมื่อริมฝีปากหรือมือของผู้ใช้ซึ่งมีความชื้นสัมผัสกับตะแกรงหัวไมค์ ร่างกายของเราจะกลายเป็นทางผ่านของไฟฟ้าลงสู่พื้นดินแทน ทำให้เกิดอาการไฟดูดจี๊ดๆ ที่ริมฝีปาก หรือในกรณีร้ายแรงหากมีไฟรั่วมากอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ความเสถียรของอุปกรณ์
สุดท้ายคือผลกระทบต่อ ความเสถียรของอุปกรณ์ โดยเฉพาะไมโครโฟนชนิดคอนเดนเซอร์ (Condenser) ที่ต้องการไฟเลี้ยง (Phantom Power 48V) การที่ระบบกราวด์ลอยหรือไม่เสถียร ทำให้แรงดันไฟอ้างอิง (Reference Voltage) ไม่นิ่ง ส่งผลให้ไมโครโฟนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจเกิดเสียงระเบิดแปะๆ (Popping sounds) หรือเสียงวูบวาบ และในระยะยาว ไฟฟ้าสถิตที่สะสมอยู่ในระบบโดยไม่มีทางระบายอาจทำให้อุปกรณ์ภายในที่มีความละเอียดอ่อนเสียหายได้ครับ

วิธีแก้ปัญหา
และนี่คือวิธีแก้ปัญหาของการเกิดเสี่ยงจี่ที่เกิดขึ้นครับ

สรุป
สรุปง่ายๆเลยนะครับ ปัญหาส่วนใหญ่ของการเกิดเสียงจี่ที่ส่วนใหญ่เจอกัน นั่นก็คือ การไม่ติดตั้งสายดิน หรือการเดินระบบสายดินที่ผิดพลาด และไม่ใช้อุปกรณ์ระบบกราวด์ที่เป็นมาตรฐานนั่นเอง หวังว่าเพื่อนๆจะได้เรียนรู้เรื่องระบบสายดินไม่มากก็น้อยใช่มั้ยล่ะครับ สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกเพื่อนๆว่า การติดตั้งสายดินนั้น ไม่ได้แค่ช่วยในเรื่องของปัญหาเสียงจี่เท่านั้น แต่ยังช่วยใช้เพื่อนๆปลอดภัยจากการใช้ไฟฟ้าด้วยนั่นเอง อย่าลืมไปติดตั้งสายดินกันนะครับ
หากเพื่อนๆอยากได้ไมโครโฟนคุณภาพดี เสียงดี ราคาไม่แพง ต้องนี่เลยครับ Fifine หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Advanced Photo Systems ได้เลยครับ



